ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
**ท่านใดพบปัญหาการสมัครสมาชิกด้วยสมาร์ทโฟน แนะนำให้สมัครสมาชิกโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จากนั้นค่อยใช้สมาร์ทโฟนล๊อกอินเล่นตามปกติ**


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Honda HR-V Club พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: ความเข้าใจผิดเรื่องการใช้น้ำมันเครื่อง  (อ่าน 22702 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 
มีหลายเรื่องเลยครับที่ผู้ใช้รถไม่ทราบหรือเข้าใจผิดอยู่เกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากครับ ก็เลยรวบรวมมานำเสนอกันดู เพื่อรถที่เรารัก

1. หลายท่านเข้าใจว่าการใช้น้ำมันเครื่องของศูนย์นั้น ดีที่สุดเพราะมันเป็นของศูนย์เอง
ซึ่งจะเหมาะกับรถเรามากกว่าไปใช้ของนอกศูนย์
    แต่ความเป็นจริงก็คือ ไม่มีค่ายรถยนต์ไหนผลิตน้ำมันเครื่องมาให้บริการลูกค้าหรอกครับ ที่เห็นติดยี่ห้อแกลลอนน้ำมันเครืื่องว่า ฮอนด้า ซูซูกิ
โตโยต้า ฯลฯ นั้น มันไม่ใช่น้ำมันของเค้าเองหรอกครับ แต่ค่ายรถเค้าจะไปดิวกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเครื่องแล้วเอามาติดยี่ห้อของค่ายรถเอง เช่น ฮอนด้าผมลองไปแอบบดูแกลลอนแล้วก็น่าจะเป็นน้ำมันเครื่องของอพอลโล่ ซูซูกิ น่าจะเป็นของคลาสตรอล
มิสซูก็น่าจะเป็นของเชล  เท่าที่พอจะทราบก็ประมาณนี้ครับ ส่วนค่ายอื่น ๆ ผมยังไม่ทราบนะ แต่ก็เหมือนกันล่ะครับว่าเป็นการดิวกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
  ทีนี้เรื่องยี่ห้อก็อาจจะไม่สำคัญเท่าคุณภาพครับ  บางค่ายรถเค้าก็จะดิวใช้น้ำมันเครื่องเกรดดี ๆ มาบริการลูกค้า
แต่บางค่ายก็ไม่ใช่นะครับ เค้าจะเอาเกรดที่ล้าสมัยมาให้บริการเรา มันก็ใช้ได้หรอกครับ
แต่ถ้าเทียบราคากับน้ำมันเครื่องดี ๆ ที่เราหามาเองแล้วขอบอกว่า ราคาไม่ได้แตกต่างกันมากเลยครับ
  อีกเรื่องหนึ่ง บางศูนย์ที่ขาดความรับผิดชอบที่ดีต่อลูกค้า
ถึงจะมีน้ำมันเครื่องแบบแกลลอนบริการอยู่ก็ตาม แต่เวลาให้บริการจริงแก่ลูกค้า ( บางราย ที่อาจจะไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก โดยเฉพาะคุณผู้หญิง) เค้าจะเอาน้ำมันเครื่องจากถัง 200 ลิตรมาเติมให้เราแทนที่จะใช้แบบแกลลอนนะครับ ( ผมเคยไปแอบดูศูนย์บริการแห่งหนึ่งทางใต้ มาเจอเหตุการณ์ที่ว่านี่ล่ะครับ ) น้ำมันเครื่องที่เป็นถัง 200 ลิตร ถ้ากรณีเปิดใหม่เลยแล้วมาเติมให้ลูกค้าก็โชคดีไปครับ แต่หากมันเปิดใช้งานแล้ว และหากช่างชุ่ย ๆ
ไม่รีบปิดฝา หรือบางคนลืมด้วยซ้ำ อากาศและความชื้นจะเข้าไปทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมคุณภาพครับ น้ำมันเครื่องที่เปิดฝาแล้วมันจะบูดครับ อยู่ได้ 6 เดือนเต็มที่ มันก็เสื่อมคุณภาพแล้ว 


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Honda HR-V Club พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 ถ้าจะใช้น้ำมันเครื่องของศูนย์เราควรจะไปขอดูแกลลอนครับ แล้วสังเกตุว่ามีระหัสอะไร น้ำมันเครื่องคุณภาพดี จะต้องมีอักษรรับรองมาตรฐานความหนืด sae
และมาตรฐานของสาร additive ว่า api กำกับเสมอ
ถ้าไม่มีระหัสอักษรข้างต้นนี้ ก็ไม่รู้สิครับ มันอาจจะเป็นน้ำมันเครื่องที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานก็ได้ หรืออาจจะผ่านมาแล้ว แต่เวลาติดยี่ห้อไม่ได้ระบุมา วัดดวงเองเองก็แล้วกัน
ทีนี้ ในส่วนของ api ถ้ามีแล้ว ยังจะต้องดูต่อว่าอักษรที่ตามหลัง api เป็นระหัสอะไรด้วยครับ  ปัจจุบันนี้ที่เป็น additive ที่ทันสมัย รองรับน้ำมันประเภทแก๊สโซฮอล หรือรถติดแก๊ส
รองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ ขอให้จำไว้ว่า จะต้องเป็นระหัส sn หรือ sm เท่านั้น
ระหัสอื่น ล้าสมัยหมดแล้วครับ เค้าจะบอกระหัสไว้ ว่า apisn หรืแ apism ถ้าเป็นระหัสนี้ ใช้ได้ครับ ( ผมไปแอบดูแกลลอนของศูนย์ฮอนด้า ตอนที่จะเอา freed ไปถ่ายน้ำมันเครื่องพบว่า ไม่มี api นะครับ แต่มีอักษร sj หรือ sg จำไม่ได้แล้วครับ มันล้าสมัยไปแระ )

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
2.  อันนี้มีคนเข้าใจผิดเยอะมาก ( ผมเองก็ด้วยครับ จนกระทั่งเครื่องยนต์พังนั่นแร่ะ ถึงไปค้นหาความรู้มา )
     ที่เข้าใจผิดกันก็คือ รถที่ใช้งานน้อย ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเครื่องดี ๆ ก็ได้
หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ ก็ได้
     ความเป็นจริงก็คือ รถที่ใช้งานน้อย เช่นวันนึงวิ่งไม่เกิน 30 กิโล หรือ จอดเฉย ๆ บ้าง เอาออกมาขับบ้าง เช่นอาจจะจอดไว้เฉย ๆ สัปดาห์นึงสามวัน แล้วค่อยเอามาขับสี่วัน เป็นต้น อาจจะสลับกันใช้กับรถอีกคันหรืออะไรก็ตาม
   แต่การใช้รถน้อยนั้น เป็นการทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักครับ ( คู่มือของรถบางรุ่นบางยี่ห้อจะเขียนเอาไว้ด้วย เช่น freed เขียนไว้เลยครับ hrv เพื่อน ๆ ก็ลองไปดูคู่มือนะครับ  แต่บางรุ่นบางยี่ห้อก็ไม่ได้เขียนไว้นะ )
เหตุผลที่รถใช้น้อยแล้วเครื่องยนต์ทำงานหนักก็เพราะ น้ำมันเครื่องจะมาฉาบและยึดเกาะผิวโลหะได้น้อยด้วยเช่นกัน เครื่องยนต์จึงสึกหรอได้ง่ายโดยเฉพาะเวลาสตาร์ทครับ
ดังนั้นหากใช้รถแบบนี้แล้ว ไม่ควรไปใช้น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดาหรือเกรดกึ่งสังเคราะห์ เพราะคุณภาพและประสิทธิภาพในการยึดเกาะชิ้นส่วนโลหะจะน้อย ควรใช้น้ำมันเครื่งเกรดสูงเช่นสังเคราะห์แท้ไปเลยครับ มันจะขึ้นมาหล่อลื่นได้เร็วและมีประสิทธิภาพการอาบผิวโลหะที่ดีกว่าครับ
ส่วนระยะการเปลี่ยนถ่ายนั้นก็ให้ดูตามคู่มือที่กำหนดไว้เลยครับ ซึ่งปกติเค้าจะกำหนดมาสองค่า คือ ค่าระยะกิโล กับค่าระยะเวลาครับ เช่นอาจจะกำหนดมาว่าเป,ี่ยนถ่ายทุก 10000 กิโล หรือทุก 1 ปี หมายความว่า หากเราใช้รถไปครบ 10000 กิโล ก็เปลี่ยน
หรือหากว่าพอได้ระยะเวลา 1 ปีแล้ว แต่รถยังวิ่งไม่ถึง 10000 กิโล ก็ต้องเปลี่ยน
อะไรถึงก่อนก็ยึดตามนั้นครับ แล้วถ้าจะให้ดี ก็ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยทุกครั้ง
ราคาไม่แพงอะไรหรอกครับ เปลี่ยนไปเลย อันนี้คู่มืออาจจะกำหนดมาว่าเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องทุก 20000 กิโล เราก็ไม่ต้องยึดตามคู่มือก็ได้ครับ เปลี่ยนไปเลยครับ ดีกว่าเยอะ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
3. ความเข้าใจผิดที่ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเครืองเกรดสูง ๆ ก็ได้
ไปใช้เกรดรอง ๆ เช่นกึ่งสังเคราะห์ แล้วเปลี่ยนบ่อย ๆ ไม่เปลือง แล้วได้น้ำมันเครื่องใหม่ ๆ มาเปลี่ยนบ่อยครั้งขึ้น เครื่องยนต์จะได้ทำงานดี
   ข้อเท็จจริงคือ การปกป้องเครื่องยนต์ของน้ำมันเครื่องนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนบ่อย ๆ ตรงข้าม การเปลี่ยนบ่อย ๆ ยิ่งทำให้รถมีโอกาสช้ำมากขึ้นจากฝีมือช่าง
เพราะมันต้องถอดน้อต ถอดไส้กรอง แหวนเกลียวต่างๆก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเสียหายเข้าไปอีก ( ช่างบางคนมือหนักมากครับ ขันน้อตซะแน่นมาก เกลียวจะมีปัญหาได้ในตอนที่ถอดคลายน้อตนี่แร่ะครับ ถ้าเจอช่างถอดที่ใจร้อน เกลียวพังได้ง่าย ๆ )
  ที่สำคัญคือ การปกป้องเครื่องยนต์นั้นมันจะเริ่มทันทีที่มีการสตาร์ทเครื่อง ไม่ได้เกี่ยวกับระยะเวลาการถ่ายหรอกนะครับ การใช้น้ำมันเครื่องเกรดดี ๆ ย่อมดีกว่าการใช้่น้ำมันเครื่องเกรดรองตั้งแต่เริ่มสตาร์ทแล้วครับ
  อีกอย่างหนึ่ง น้ำมันเครื่องเกรดสูงนั้น เค้ามีจะสารเพิ่มคุณภาพที่มากกว่าเกรดรอง เนื้อน้ำมันเครื่องก็จะมีการสกัดสารที่ทำอันตรายเครื่องยนต์เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน หรือสารประเภทแว็ก ออกไปแล้ว บางยี่ห้อก็มีการจัดเรียงโมเลกุลปิโตรเลี่ยมให้มีขนาดเท่าๆกัน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพหล่อลื่นได้เร็วกว้า
ยิ่งน้ำมันเครื่องตัวไหนที่ผลิตจากสารสังเคราะห์เช่น pao 100% เลย
ถึงจะแพงกว่าก็แพงกว่าไม่มากนัก แต่น้ำมันเครื่องเกรดสูง ๆ พวกนี้จะมีความเสถียรในการทำงานมากกว่า คืออายุการใช้งานมันจะมีความคงที่ได้นาน ไม่เสื่อมคุณภาพเร็วครับ
และเราสามารถเปลี่ยนถ่ายปีละครั้งได้ แต่ก็ต้องดูด้วยนะครับว่าเราใช้งานโหดมั้ย
แล้วคู่มือเค้ากำหนดระยะเวลามาเท่าไหร่ครับ
 

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
4. การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องด้วยวิธีการดูดจะดีกว่าการถอดน้อต
    อันนี้ข้อดีมันมีครับ คือมันเร็ว รถไม่ช้ำมาก
แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าช่างดูดไม่เกลี้ยง หรือเครื่องมือดูดไม่มีประสิทธิภาพพอ
เศษน้ำมันเครื่องที่สกปรกจะยังคงตกค้างอยู่ แล้วการใส่น้ำมันเครื่องใหม่ลงไป
ในขณะที่ผงสกปรกยังมีค้าง หรือพวกสารที่เสื่อมคุณภาพไปแล้วมันยังตกค้างอยู่
ก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ
   สำหรับผมเวลาเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผมให้ช่างให้ทั้งสองวิธีเลย คือดูดด้วย แล้วถอดน้อตด้วยเพราะยังไง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไส้กรองอยู่แล้ว

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
5. ระดับน้ำมันเครื่องการการตรวจว่าได้ระดับหรือไม่
    ขอให่ท่านไปเปิดดูคู่มือนะครับ
ว่าเค้าอธิบายวิธีที่ถูกต้องไว้อย่างไร เพราะรถแต่ละรุ่นจะกำหนดมาไม่เหมือนกัน
แต่จะมีอยู่สองวิธีคือ ตรวจระดับเมื่อเครื่องอุ่น กับตรวจระดับเมื่อเครื่องเย็น
 ทีนี้ระดับที่เหมาะสมนั้นก็ดูตามคู่มือเลยครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว ระดับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่างกลางจะจุด min - max บนก้านวัด
  น้อยกว่านี้ การหล่อลื่น การปกป้องจะน้อยไป เครื่องจะสึกหรอง่าย
แต่หากมากกว่านี้ ก็มีผลให้แรงดันในห้องเครื่องสูงเกินไป รถจะออกอาการอืดและกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
   ( เรื่องนี้แม้กระทั่งช่างศูนย์บางคนก็ไม่รู้นะครับ พบได้บ่อยมาก  คือช่างจะเติมหมดแกลลอน 4 ลิตรเลย ปรากฎว่ามันมากเกินไปครับ )
   ทีนี้ปกติแล้วเครื่องยนต์ 1500 - 1800 cc. หรือ 2000 cc. ของรถบางรุ่น
จะใช้น้ำมันเครื่องประมาณ 4 ลิตร แต่เราต้องมาดูในคู่มือเลยครับ ว่ามันเท่าไหร่กันแน่
เช่น freed 1500 cc น้ำมันเครื่องจะใช้ 3.4 ลิตร กรณีไม่เปลี่ยนไส้กรอง หรือ 3.6 ลิตร
กรณีเปลี่ยนไส้กรองด้วย แต่ที่เจอบ่อยคือ ช่างเมหมดแกลลนอ 4 ลิตร
  เลยมาแนะนำให้ทุกท่านไปดูคู่มือเลยครับ มันจะเขียนไว้แล้ว ทีนี้เวลาเราไปเปลียนถ่ายก็ให้ตรวจทุกครั้งด้วยว่าระดับน้ำมันเครื่อง
เป็นไปตามคู่มือกำหนดไว้หรือไม่ ถ้ามากไป ก็ให้ช่างดูดออกให้พอดี ๆ ครับ
  มีเทคนิคเพิ่มเติมอีกนิดนึง สำหรับกรณีที่ท่านใช้รถไต่ขึ้นที่สูงเป็นประจำ เช่นขึ้นเขาสูง ๆ บ่อย ๆ แนะนำว่า ควรให้ระดับน้ำมันเครื่องสูงกว่าระดับมาตรฐานซักนิดนึงครับ แต่อย่าให้เกินจุด max บนก้านวัดนะครับ
เหตุผลเพราะว่า เวลารถไม่อยู่ในระนาบปกติ น้ำมันเครื่องมันก็จะเทลงเหมือนกัน
ทำให้การหล่อเลี้ยงไม่เต็มที่ได้ จึงควรเพิ่มเข้าไปซักนิดนึงก็พอครับ ไม่ต้องเยอะนะ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
6. เอาน้ำมันเครื่องใหม่ไปเติมน้ำมันเครื่องเดิม อันนี้ไม่ควรอย่างยิ่งครับ
กรณีนี้ บางท่าน พอเช็คน้ำมันเครื่องแล้วเห็นว่ามันน้อยไป ก็ไปเอาน้ำมันเครื่องเติมเพิ่มเข้าไป ซึ่งบางทีที่เห็นว่าน้ำมันเครื่องมันน้อยไปก็เพราะตรวจระดับผิดวิธีครับ
  ต้องเช็คระดับให้ถูกวิธีก่อน แต่หากพบว่าน้ำมันเครื่งมันต่ำกว่าที่เคยวัดตอนเปลี่ยนถ่ายใหม่ ๆ ถ้ามันไม่หายไปเยอะ ให้รีบเอาเข้าศูนย์ตรวจเช็คเลยครับ เพราะเครื่องยนต์ท่านผิดปกติแน่ ๆ
  อย่าไปใช้วิธีเติมเข้าไปเรื่อย ๆ ครับ เครื่องพังได้
  อีกเรื่องนึงก็คือไม่ควรใช้น้ำมเครื่องปนเปกันหลายยี่ห้อหรือหลายเกรด หมายถึงว่าอย่าไปผสมกันนะครับ
เปลี่ยนเกรดไหนยี่ห้อไหนก็เปลี่ยนไปให้เต็มเลย อย่าผสม เพราะน้ำมันเครื่องถ้ามันมีเนื้อน้ำมันและค่า additive ต่างกัน จะส่งผลต่อเครื่องยนต์ให้เสียหายได้ แต่หากคนละยี่ห้อแต่ระหัส additive เหมือนกัน เกรดเนื้อน้ำมันเดียวกันก็พอได้ครับ
แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ผสมครับ
   ขอนี้ประสบการณ์ผมเองแร่ะ ใช้ปนกันมั่วไปหมด
ไม่ค่อยเปลี่ยนถ่ายครับ เพราะเข้าใจผิดหลายเรื่องตามที่เล่าให้ฟังตั้งแต่ข้อแรกเลยครับ
สุดท้ายเครื่องยนต์เกิดแว็กไปอุดตันภายใน พังครับ ต้องยกเครื่องเลย

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 200 ไมล์
  • *******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 3488
  • กระทู้: 252
  • พลังน้ำใจ : 18
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: น้ำหอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
  ก็มีเรื่องที่เข้าใจผิดกันประมาณนี้ล่ะครับ เพื่อน ๆ ท่านใดมีอะไรมาเพิ่มเติมด้วยก็ยินดีครับ
  อีกอย่างนึงที่อยากจะแนะนำคนที่ใช้รถใหม่ไว้ก็คือ ระหว่างรันอินหรือประมาณสองสามเดือนแรกที่ใช้รถนั้น
ควรจะตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องเป็นระยะ ๆ ด้วย เช่นอาจจะสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ครั้งนึงครับ จะได้ตรวจดูว่าเครื่องยนต์เรามีปัญหาซีลหรือประเก็นรั่วซึมหรือไม่
ถ้ามีระดับน้ำมันเครื่องจะลดลงไปจนสังเกตุได้และจะมีรอยเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องที่เครื่องยนต์อยู่ครับ โอกาสเกิดขึ้นน้อยนะครับ แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยเกิดนะ
มีพบปัญหาแบบนี้เหมือนกันครับ
  และแนะนำว่า บางอย่างเราอย่าไปตามคู่มือหรือเชื่อช่างมากไป เพราะช่างบางคนก็ไม่รู้จริง และบางอย่างคู่มือกำหนดมานั้น เราต้องมาดูประกอบด้วยครับ
เช่นการกำหนดให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกหมื่นกิโล ถ้าเราตามคู่มือ คือใช้รถไปถึงหมื่นกิโลแล้วค่อยเปลี่ยน แทนที่จะใช้ให้พ้นรันอินแล้วเปลี่ยนเลย ( ไปอ่านเพิ่มเติมเรื่องการรันอินที่ผมโพสไว้อีกทีนะครับ )
  ในคู่มือรถสมัยใหม่มักจะไปบอกเรื่องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื้อพ้นรันอินเอาไว้ครับ
เพราะเครื่องยนต์สมัยใหม่มีเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดมากขึ้น แต่ขอให้ตีความอีกเรื่องด้วยคือ มันจะหมายถึงน้ำมันเครื่องที่มากับรถนั้นต้องเป็นน้ำมันเครื่องเกรดดี ๆ ด้วยนะครับ
แต่น้ำมันเครื่องที่มากับรถใหม่ มันจะเป็นเกรดกึ่งสังเคราะห์ ยังไง ๆ คุณภาพมันไม่เสถียรพอที่จะมาอายุไปถึง 10000 กิโล ประมาณ 5000 กิโลมันก็เสื่อมคุณภาพแล้วครับ
จึงควรเปลี่ยนถ่ายมาใช้ของดี ๆ เลยเมื่อพ้นรันอิน
  ( เกรดกึ่งสังเคราะห์เป็นภาษาทางธุรกิจ ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นน้ำมันเกรดธรรมดา ผสมกับน้ำมันสังเคราะห์อย่างละครึ่งนะครับ จริง ๆ แล้ว เค้าผสมน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ไปแค่ 10 - 15 % ภาษาทางธุรกิจก็เรียกว่ากึ่งสังเคราะห์แล้ว คุณภาพมันจึงไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับเกรดธรรมดา )

ออฟไลน์ HR-V2014

  • สมาชิก 30 ไมล์
  • ****
  • สมาชิก ID: 1446
  • กระทู้: 38
  • พลังน้ำใจ : 2
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: HR-V
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ข้อมูลยอดเลยครับ :emo_106:

ออฟไลน์ ninjanorn

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • สมาชิก ID: 907
  • กระทู้: 5
  • พลังน้ำใจ : 2
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: Ninja
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
ขอบคุณครับ, ความรู้ทั้งนั้นเลย จดๆๆ  >:D

ออฟไลน์ Nithiwat

  • สมาชิกใหม่
  • สมาชิก ID: 2323
  • กระทู้: 2
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: ปุ๋ย
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ anurak

  • No.069
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • สมาชิก ID: 2584
  • กระทู้: 81
  • พลังน้ำใจ : 7
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: เชียงใหม่
  • ชื่อเล่น: หน่อย
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณครับ....

ออฟไลน์ VMP

  • No.031
  • สมาชิก 30 ไมล์
  • ****
  • สมาชิก ID: 5425
  • กระทู้: 40
  • พลังน้ำใจ : 2
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: พัทยา
  • ชื่อเล่น: GolF
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณมากเลยครับ  :emo_051: :emo_051:

ออฟไลน์ Mackie

  • No.343
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • สมาชิก ID: 4694
  • กระทู้: 70
  • พลังน้ำใจ : 2
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: Mac
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลดีๆ
 :emo_102:

ออฟไลน์ ! KAI !

  • สมาชิก 2000 ไมล์
  • ***********
  • สมาชิก ID: 5513
  • กระทู้: 2423
  • พลังน้ำใจ : 62
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพฯ
  • ชื่อเล่น: KAI
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณครับ  :emo_051: